เทคนิคการเลือก เต็นท์งานแต่ง สำหรับงาน จัดเลี้ยงนอกสถานที่

เทคนิคการเลือก เต็นท์งานแต่ง สำหรับงาน จัดเลี้ยงนอกสถานที่ งานแต่งงาน เราควบคุมงบและควบคุมรายละเอียดต่างๆ ได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่เราควบคุมไม่ได้นั่นก็คือ สภาพดินฟ้าอากาศ ถ้าคุณคิดจะจัดงานกลางแจ้งแล้วล่ะก็ เต็นท์งานแต่ง มีความสำคัญอย่างมาก ยังไงซะ จ่ายเงินเช่าเต็นท์ ยังดีกว่ามานั่งเสียน้ำตาเพราะโดนฝนถล่มงานหรือโดนแสงแดดแผดเผาจนตัวไหม้เกรียมอีกนะ

เทคนิคการเลือก เต็นท์งานแต่ง สำหรับงานแต่งงานมาฝากบ่าวสาวกัน ดังนี้

1. เมื่อไหร่ที่ควรเช่าเต็นท์สำหรับงานแต่ง?

หากคุณตัดสินใจเลือกสถานที่จัดงานกลางแจ้ง นั่นคือคุณต้องยอมรับว่ามีโอกาสที่จะเกิดสภาพอากาศแปรปรวนในวันแต่งงานได้ ดังนั้นการเช่าเต็นท์ควรจะรวมอยู่ในลิสต์ “จองสถานที่” ด้วย เพื่อใช้คำนวณค่าใช้จ่าย

2. ขนาดของเต็นท์สำหรับงานแต่งที่เราต้องการเป็นอย่างไร?

หากคุณกำลังวางแผนในขั้นต้น คุณอาจยังไม่ได้กำหนดขนาดที่แน่นอน คุณต้องเช็คราคาจากร้านค้า หรือออแกไนเซอร์ เพื่อใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการตัดสินใจเลือกว่าจะใช้เต็นท์แบบไหน ตามปกติแล้ว จะต้องเลือกเต็นท์ที่กว้างที่สุดที่เหมาะสมกับสถานที่ ซึ่งเต็นท์รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าจะมีเพดานสูงกว่า ที่ทำให้บรรยากาศงานดูดีและมีการถ่ายเทอากาศให้เย็นสบาย

3. กำหนดประเภทของเต็นท์ที่คุณต้องการ

มีเต็นท์ให้เช่าหลากหลายรูปแบบ แต่แบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ เต็นท์เฟรม (Frame Tent) และเต็นท์เสา (Pole Tent) โดยใช้หลักการพิจารณา 3 ข้อที่ควรคำนึงถึง ได้แก่ พื้นที่ในการจัดงาน ความสวยงาม และงบประมาณ

เต็นท์เสา (Pole Tent)

ข้อดี

– เป็นตัวเลือกที่ดีเพราะมีดีไซน์ที่สวยงามจากความโดดเด่นของหลังคาโค้งเว้าและสูงโปร่ง

– ราคาไม่แพง

– ไม่มีกรอบในการคลุมรอบๆ

– ใช้เวลาในการประกอบไม่นาน

ข้อเสีย

– ต้องมีขั้วกลางในการยึด อาจทำให้กีดขวางในการตกแต่งจัดวาง

– ต้องตอกตัวยึดกับพื้นดิน

– ต้องใช้พื้นที่ทุกด้านในการยึดเชือก

เต็นท์เฟรม (Frame Tent)

ข้อดี

– สามารถจัดวางบนพื้นผิวใดก็ได้

– สามารถยึดติดกันระหว่างเสาภายในเต็นท์ได้ ทำให้มีพื้นที่ใช้สอยเพิ่มมากขึ้น

– ไม่มีจุดยึดตรงกลาง ทำให้ไม่มีสิ่งกีดขวาง

– สามารถตั้งทิ้งไว้ได้เป็นเวลานาน

ข้อเสีย

– มีราคาที่แพงกว่า

– สามารถมองเห็นเสาได้จากภายใน ทำให้หลายคนไม่ชอบรูปลักษณ์ของเต็นท์แบบนี้ ซึ่งต้องแก้ไขด้วยการซื้อซับที่มีราคาแพงมาปกปิด

– ใช้เวลาในการประกอบนาน

4. อุปกรณ์เพิ่มเติมสำหรับเต็นท์งานแต่ง

ซึ่งอาจทำให้ราคารวมของเต็นท์เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เต็นท์ที่สูงด้านบนปลอดโปร่งอย่างเต็นท์สีขาว เป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมและไม่มีค่าใช้จ่ายมากนัก แต่จำไว้ว่า ถ้าการจัดงานในช่วงกลางวัน แสงจากดวงอาทิตย์สามารถเปลี่ยนเต็นท์เป็นกระจกดูดความร้อนขนาดใหญ่ได้เลย จึงมีอุปกรณ์เสริมสำหรับเต็นท์เพิ่มขึ้นมาอย่างเช่น

ผ้าคลุมซับใน หากต้องการซับในคลุมด้านบนของเต็นท์ ควรแจ้งร้านค้า หรือออแกไนเซอร์ล่วงหน้า เพราะอาจจะมีราคาแพงกว่าเต็นท์ปกติอยู่มาก และถ้าต้องการผ้าซับในที่มีสีสัน ก็ยิ่งต้องจ่ายเพิ่มขึ้นอีกเช่นกัน

กำแพง หลักๆ แล้ว ประเภทของกำแพงต้องคงทน ใส มีช่องหน้าต่างและผ้า แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิเฉลี่ยของวันแต่งงานด้วย ถ้าวันแต่งงานของคุณอยู่ในช่วงอากาศอบอุ่น ก็ไม่ควรใช้ เพราะเหมาะกับการใช้ในช่วงอากาศเย็นมากกว่า หรือวันที่ฝนตกโปรยปราย กำแพงจะช่วยป้องกันสายฝนได้ (การใช้ผ้ามากั้นเป็นกำแพงไม่สามารถช่วยอะไรได้เลยทั้งอากาศเย็นและฝนตก เพราะมันเป็นเพียงการตกแต่งให้สวยงามเท่านั้น)

ปูพื้น การปูพื้นดินเป็นกระบวนการที่ใช้งบประมาณมาก มีค่าใช้จ่ายสูง และมีข้อเสียคือ หากในวันที่จัดงานแต่งมีฝนตกจะทำให้พื้นบริเวณงานเปียกและลื้นได้ หากจะวางเต็นท์บนพื้นที่ลาดเอียง หรือไม่สม่ำเสมอ ต้องพิจารณาถึงการปรับระดับให้พื้นเท่ากัน ซึ่งก็จะมีค่าใช้จ่ายตามมา แต่ก็ไม่มากจนน่ากังวล

แสง ถ้าคุณจัดงานแต่งเวลากลางคืน จำเป็นต้องเตรียมหลอดไฟเพื่อให้แสงสว่างในเต็นท์อย่างทั่วถึง ซึ่งมีหลอดไฟมากมายเป็นตัวเลือกให้คุณใช้ในการตกแต่ง และการจัดแสงยังสามารถช่วยสร้างบรรยากาศภายในงานได้

เครื่องปรับอากาศ หากสภาพอากาศร้อน คุณต้องลงทุนกับการใช้เครื่องปรับอากาศให้ความเย็นภายในงาน ซึ่งพัดลมก็เป็นตัวเลือกที่ดี เต็นท์ที่ไม่มีผ้าคลุมปิดล้อมรอบ จะต้องใช้เครื่องปรับอากาศจำนวนมากเพื่อให้ความเย็น พัดลมจึงเป็นตัวเลือกของคนส่วนใหญ่ที่มักจะประหยัดค่าเช่าและยังหมุนเวียนอากาศให้ถ่ายเทได้ดีอีกด้วย

ห้ามลืมเด็ดขาด!

1. ควรถามบริษัท/ร้านค้าให้เช่าว่า ต้องใช้เวลานานแค่ไหนในการติดตั้ง ซึ่งจะต้องเตรียมพร้อมและติดตั้งเสร็จล่วงหน้าก่อนวันงาน เพื่อที่คุณจะได้มีเวลาตกแต่งสถานที่ไปพร้อมๆ กัน

2. ตรวจสอบให้เข้าใจตรงกันกับบริษัท/ร้านค้าให้เช่าว่า เต็นท์นั้นสำหรับงานแต่งงาน เพราะดีไซน์ของเต็นท์ในแต่ละงานแตกต่างกัน